บทที่ 12 หอนางบุปผางาม
บทที่ 12 หอนางบุปผางาม
ข่าวการเปิดหอนางโลมใหม่ดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ด้วยระยะเวลาที่หอนางโลมปิดไปร่วมสองเดือนเห็นจะได้
ไม่มีท่าทีว่าจะเปิดเสียที มาวันนี้ หอนางโลมได้เปลี่ยนป้ายชื่อร้าน ทั้งยังปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ข่าวว่ามีสาวงามมากมายหน้าใหม่ทั้งสิ้นที่จะมาต้อนรับแขกในคืนนี้ เพราะเจ้าของใหม่ทุ่มไม่อั้นที่จะลงเงินกับกิจการ
สองเดือนที่ผ่านมาเป้ยอี้สลัดเรื่องอื่นออกจากหัวทั้งหมด สิ่งที่นางให้ความสนใจมากที่สุดคือเรื่องของกิจการที่กำลังเป็นไปได้ด้วยดี นางลงแรงกายแรงใจทุ่มให้มันหมดหน้าตัก ไปเลือกเฟ้นสาวงามมากับมือ ทั้งยังไปไกลถึงเมืองโดยรอบแทบไม่อยู่ติดจวน ดีที่บิดาเข้าใจส่งเสริมบอกว่านางควรได้ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ
เป้ยอี้รู้สึกตัวเองโชคดีมากที่บิดาเข้าใจ หากเป็นจวนอื่นคงถูกด่าทอต่อว่าและขับไล่ออกจากเรือนด้วยซ้ำ บิดานางถือว่าสายตากว้างไกลและเข้าใจโลก ทุกเรื่องหลังจากที่บิดารู้
นางจึงเอาไปปรึกษากับบิดาทั้งหมดนับว่าทำให้เป้ยอี้สนิทสนม
กับบิดาเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว
สาวงามที่เป้ยอี้ซื้อตัวมามีกว่าสิบคน บวกกับคนเก่าซึ่งพวกนางเลือกที่จะอยู่ทำงานที่นี่ก็เป็นสามสิบ บ่าวรับใช้ทำงานทั่วไปอีกสิบ แม่ครัวและนักดนตรีเป็นชุดใหม่ทั้งหมดเพราะคนเก่าลาออก
การเดินทางไปหลายเมืองของเป้ยอี้ทำให้นางได้พบกับกลุ่มนักดนตรีที่น่าสนใจ นางจึงลองฟังพวกเขาอยู่ถึงสามวัน
ก่อนจะตกลงเขียนสัญญาว่าจ้างให้พวกเขามาทำงานให้
พร้อมกับจัดการเรื่องที่พัก ใช้ที่ดินที่ว่างของตระกูลที่มีเรือนถึงสามสิบเรือนให้พวกเขาอยู่อาศัยเป็นที่หลับนอน
เรียกได้ว่าเป้ยอี้ดูแลลูกน้องดีมาก ข้าวหนึ่งมื้อในเวลาทำงานและที่พักคือสิ่งที่นางจัดหาให้
พ่อครัวแม่ครัวที่ได้มา แต่ก่อนพวกเขามีร้านอาหารริมถนน นางได้ชิมเพราะแวะพักข้างทางถือว่ามีหน้าตาแปลกใหม่และรสชาติดีมาก ๆ กินมาก็หลายร้านไม่เคยถูกใจเท่านี้มาก่อน เป้ยอี้จึงลงแรงเจรจาเป็นอันว่าอีกฝ่ายยินดีที่จะมาทำงานให้ นางจึงลงแรงเรื่องการหาเมนูเพิ่มเขียนสูตรให้อีกฝ่ายทำให้ชิมกว่ายี่สิบเมนู และมันออกมาดีเกินคาด ถือว่าทุกด้านไม่มีที่ติ
ในส่วนของนางรำเรียกได้ว่าเปลี่ยนการแสดงทั้งหมด นางละทิ้งการแสดงแบบเดิม ๆ แล้วให้แต่ละคนมาเรียนการร่ายรำกับนางรำที่เป้ยอี้บังเอิญได้พบ อีกฝ่ายเป็นสาวงามคนหนึ่งที่หาตัวจับได้ยาก มีการร่ายรำที่ใช้ความพริ้วไหวบวกกับเล่นผ้าเบาบางสร้างความงดงามสะดุดตาในการแสดง
เรื่องการดูแลความปลอดภัย เรื่องนี้เป็นบิดาที่จัดการให้ คนของเสนาบดีถางหนุนหลังไม่มีทางที่ผู้อื่นจะกล้ามาตอแยอย่างแน่นอน
กว่าทุกอย่างจะลงตัวเป้ยอี้แทบไม่ได้หลับได้นอน นางทั้งตรวจงาน ตรวจความพร้อมและคนของตนเอง
“คุณหนูเป้ยอี้ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
คนที่เข้ามารายงานคือแม่เล้าหลินอิ่ง อีกฝ่ายรู้ความจริงแล้วว่านางคือสตรี ก่อนหน้านี้เป้ยอี้ไม่เป็นที่ยอมรับต่างจากตอนนี้เพราะการทำงานหนักของนางเป็นผลให้ลูกน้องทุกคนยินดีที่จะภักดีและติดตาม แต่หากอยู่ต่อหน้าคนอื่นทุกคนต้องเรียกนางว่านายน้อยอี้เช่นเดิม ด้วยคนที่รู้มีเพียงแม่เล้าหลินและสาวงามอันดับหนึ่งของที่นี่อย่างอิงลี่เท่านั้น ส่วนคนอื่นก็น้อยมาก เช่นเจียวเจียวที่เป้ยอี้ซื้อตัวมาสั่งสอนนางรำคนอื่น ๆ
“เสียงตอบรับเป็นอย่างไร”
“ถือว่าเกินคาดเจ้าค่ะ ตอนนี้มีแขกมากมายมารอด้านหน้าเพื่อที่จะแย่งโต๊ะด้านในร้าน”
เป้ยอี้พอใจมากที่เสียงตอบรับดี มันทำให้เห็นว่าการสร้างข่าวของนางเป็นผล
หอนางโลมบุปผางามเปิดทำการแล้ววันนี้
ได้ต้อนรับลูกค้าอย่างดีไม่ว่าจะฐานะใดคือเท่าเทียม พวกเขาต้องได้การบริการที่ดีเยี่ยมจากเราเพื่อสร้างความประทับใจแรก สาวงามเองก็อย่าให้เลือกลูกค้ามากเกินไป ที่นี่ขายแค่ความบันเทิงเท่านั้นไม่ได้ขายเรือนร่าง”
“ถ้าเราขายแค่ความบันเทิงผู้คนจะสนใจจริงหรือเจ้าคะ”
เป้ยอี้ยิ้ม หอนางโลมของนางต่างจากหออื่น ๆ ที่ขายทั้งความบันเทิงและเรือนร่างของสตรีให้บุรุษได้สนุกกับร่างกาย นางจะไม่ทำเช่นนั้นเพราะหากพวกเขาสนใจสาวงามคนใด พวกเขาต้องถามความสมัครใจและซื้อตัวพวกนางไปเท่านั้น นี้คือการเพิ่มคุณค่าของสาวงามทุกคนให้มากยิ่งขึ้น
“แน่นอนว่าต้องได้ อย่าคิดมากไปเลย หากผ่านวันนี้ไป พวกเจ้าจะรู้เองว่าการขายแค่ความบันเทิงใจมันดีกว่าเรือนร่างมาก”
“เจ้าค่ะ ข้าไปตรวจดูทุกอย่างให้เรียบร้อย”
เป้ยอี้พยักหน้ารับ นางให้หลินอิ่งเป็นคนดูแลที่นี่ หรือก็คือผู้จัดการของหอนางโลมของนางเองเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมีประสบการณ์ ใบหน้างดงามฝีปากไม่เป็นรอง คนแบบนี้จะเข้ากับลูกค้าทุกกลุ่มได้
กิจการของเป้ยอี้คงไม่ได้สบายมากนัก ช่วงนี้เป็นช่วงแรกในการเปิดตัวไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจ แต่นานไปอาจจะถูกลืมเลือน นางจึงต้องหาทุกช่องทางที่จะสร้างความแตกต่างและตราตรึงใจให้ลูกค้าของนางไม่คิดไปที่อื่นนอกจากที่นี่
ช่วงที่ผ่านมา เป้ยอี้ใช้เวลาไปกับการตระเวนไปตามหอนางโลมอื่น ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าทั่วเมืองหลวงนางเข้าแล้วทุกหอ ตอนนี้นางรู้จุดเด่น จุดด้อย จุดเรียกลูกค้าของหออื่นแล้วว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาเด่น เช่นคู่ต่อสู้ของนางอย่างหอนางโลมกลีบบุปผาที่มีจุดเรียกลูกค้าคือสาวงามสามอันดับแรกของหอ งามจริงอย่างว่า แต่สาวงามพวกนั้นก็มีวันขึ้นวันลง
มาลองสู้กับสาวงามทั้งสิบของเป้ยอี้ที่หามากับมือดูสักครั้ง ไหนจะสกิลการอ้อนเอาใจที่เป้ยอี้สั่งสอนมาเองกับมือ นางทั้งสอนเรื่องการแสดงสีหน้าแววตา การเอาใจและเข้าถึงตัวไม่ให้น่าเกลียด แบ่งเป็นสองกลุ่ม ห้าคนเป็นสตรีน่ารักสดใส อ่อนหวานเอาใจเก่งขี้อายเล็กน้อย อีกห้าคนเป็นสตรีที่เอาใจเก่งร้อนแรงและดูสูงค่า
ส่วนอิงลี่สาวงามอันดับหนึ่งตลอดสองเดือนเป้ยอี้ดูแลความงามให้ทุกด้านเรียกได้ว่างดงามกว่าแต่ก่อนเท่าตัว ทั้งพอกหน้า ดูแลผิว ขัดตัว ดูแลเส้นผมเรียกได้ว่าตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า อันดับหนึ่งของนางต้องงดงามตราตรึงใจ ไม่สวยที่สุดแต่เรียกได้ว่าเห็นแล้วลืมไม่ลง
สาวงามที่เหลือก็จะเป็นทัพเสริมที่จะเรียกลูกค้าอีกกลุ่มที่เป็นกลุ่มระดับล่าง ไม่หยิ่งไม่ถือตัวแต่ไม่เกินงาม
นี้คือสิ่งที่เป้ยอี้งัดเอามาสู้
บริการลูกค้าทุกระดับให้ประทับใจทุกชนชั้น คือสิ่งที่นางสั่งสอนลูกน้องของตนเอง เพราะมันคือรากฐานของอีกกิจการในอนาคต หอข่าวสาร
เสียงดนตรีถูกบรรเลงขึ้นโดยสาวงามมีผ้าคลุมผืนบางปกปิดใบหน้าทำให้ลูกค้าที่กำลังชื่นชมความงดงามของหอนางโลมที่ถูกเปลี่ยนทั้งหลังต้องหันมาสนใจเสียงดนตรีรื่นหูฟังแล้วดูสบายตัวก่อนจะเร่งเสียงเพลงให้สนุกสนานมากขึ้นเรื่อย ๆ สาวงามทั้งสิบปกปิดใบหน้าเรียงรายออกมาเต้นรำท่ามกลางผ้าไหมผืนเบาบางพริ้วไหวไปกับสายลมเย็นที่ผ่านเข้ามาในตัวอาคาร
การปกปิดใบหน้าจะเรียกความสนใจของบรรดาบุรุษกระเป๋าหนักที่อยากจะเห็นว่าสตรีทั้งสิบที่พวกเขาได้รับข่าวมาว่างดงามไม่เป็นสองรองใครจะงดงามมากขนาดไหน แต่น่าเสียดายที่สิบวันพวกนางจะเปิดหน้าออกทีละคนเมื่อการแสดงจบ แสดงว่าหากพวกเขาต้องการเห็นหน้า พวกเขาต้องมาทั้งสิบวันยลโฉมความงามให้ครบ
เมื่อการแสดงจบสาวงามคนแรกก็เปิดเผยใบหน้า ทำให้ผู้คนถึงกับสูดหายใจ ด้วยใบหน้าที่งดงามบวกกับรูปร่างบอบบางน่ากกกอดเดินออกมายิ้มหวานให้แขกทุกคนพร้อมกับเปิดประมูลว่าใครจะได้นางไปนั่งเป็นเพื่อนคลายเหงาในคืนวันนี้
การประมูลเรียกได้ว่าดุเดือดอย่างมากเพราะไม่มีใครยอมเสียหน้าสักคน ล้วนแต่ยอมจ่ายหนักเพื่อให้สาวงามมาเอาใจ
ส่วนอีกเก้าคนจะรับหน้าที่ในการร่ายรำและต้อนรับแขกที่จ่ายลองลงมาแต่ไม่เปิดเผยใบหน้า
การแสดงที่สองเริ่มขึ้น ผ้าที่ใช้คุลมหลังคาเปิดกว้างออกพร้อมกับตะเกียงน้ำมันโดยรอบถูกดับลงมีเพียงแสงจันทร์ที่ให้ความสว่างตรงกลางเวที ร่างบอบบางในชุดสีขาวแสนบริสุทธิ์มีผ้าสีขาวบางปิดใบหน้าครึ่งล่างก็เดินออกมาพร้อมกับนางรำห้าคนเป็นการแสดงชุดที่สอง
พวกนางร่ายรำด้วยเสียงเพลงหวานซึ้งก่อนจะเปลี่ยนจังหวะเป็นสนุกสนานทำให้แขกในร้านเริ่มหลงใหลไปกับบรรยากาศที่แปลกตาหาไม่ได้จากหอนางโลมอื่น
บทเพลงที่ใกล้จบลงทำให้ไฟโดยรอบเวทีถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง และในจังหวะที่สาวงามอันดับหนึ่งหันหน้ากลับมาผ้าที่ปกปิดใบหน้าก็ปลิวหายไป ใบหน้างดงามเป็นหนึ่งของอิงลี่ปรากฏให้แขกทุกคนได้เห็น ทุกอย่างเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที ทุกคนลงแรงสู้กันอีกครั้งเพื่อให้อิงลี่มานั่งด้วย ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นแต่ดีที่เป้ยอี้รู้อยู่ก่อนแล้ว จึงให้หลินอิ่งเข้าไปดูแลสถานการณ์ จนอิงลี่ถูกประมูลไปด้วยเงินกว่าสามร้อยเหรียญทองเรียกได้ว่ามากจนไม่มีใครคาดคิด ส่วนผู้ที่ลงแรงประมูลชนะก็ไม่ใช่ใครที่ไหน องค์ชายสามจอมเสเพลนั่นเอง
เป้ยอี้มองเหตุการณ์ทุกอย่างบนระเบียงชั้นสาม นางเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นแล้วยิ้มให้ตัวเอง กิจการนางไม่มีทางล้มง่าย ๆ แน่นอนหากนางไม่ตายไปก่อนมัน
ลูกค้าชั้นดีมาถึงที่นี่ นางไม่มีเสียมีแต่ได้ องค์ชายสามคือลูกค้าที่จะพาความมั่งคั่งมาให้นางด้วย
